Good evening, บุคคลทั่วไป

ชุดแต่ง yaris ativ

ปลั๊กปลดล็อคจอ city 2017

ชุดแต่ง yaris ativ


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - koko_krunch

หน้า: [1] 2
1
ใครๆหลายคนอาจเคยได้ยินคำว่าทุนประกันแต่ก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่หรือไม่รู้ว่ามีวิธีคิดอย่างไร เราจึงจะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้กันค่ะ
ทุนประกันรถยนต์คือค่าสินไหมที่บริษัทประกันภัยรถยนต์ต้องจ่ายให้กับผู้เอาประกันภัยในกรณีที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายเกิน 70% สมมติเราทำข้อตกลงว่าทุนประกันเป็นเงินจำนวนหนึ่ง แล้วเกิดอุบัติเหตุทำให้ทรัพย์สินของเราคือ รถยนต์ เสียหายมากกว่า 70% ของตัวรถทั้งหมด ทางบริษัทประกันรถจะต้องจ่ายเงินทดแทนตามที่ตกลงให้เรา โดยคำนวณจากเบี้ยประกันที่จ่ายไป
ดังนั้นก่อนที่เราจะซื้อประกันรถยนต์สักครั้ง ก็ควรจะดูให้ดีก่อนว่าถ้าจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์แล้วเราได้เงินประกันที่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่นะคะ
   การคิดทุนประกันง่ายๆเลยมาจากราคารถเราค่ะ ถ้ารถเราเป็นรถป้ายแดง ทุนประกันจะอยู่ที่ 80% ของราคารถเรา ในกรณีที่เราผ่อนนะคะ แต่ถ้าเราซื้อราคาเต็มเราจะได้เงินทุนประกัน 90% ของราคารถเรา
   โดยสมมติว่ารถเราราคา 100 บาท เราซื้อผ่อน ทุนประกันเราจะได้ทุนประกันสูงสุดไม่เกิน 80 บาท ซึ่งอีกอย่างที่เป็นตัวแปรเงินทุนประกันเราก็คือเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่เราจ่ายแต่;ว่า ถ้าเราจ่ายเบี้ยประกันสูง ทุนประกันก็จะสูงขึ้นตามเบี้ยที่เราจ่ายไป แต่ก็แล้วแต่บริษัทประกันภัยรถยนต์อีกว่าประกันรถยนต์ชั้น 1 ประกัน 2+ 3 จะได้ทุนประกันไม่เท่ากัน ก่อนจะซื้อประกันก็นอกจากเปรียบเทียบประกันรถยนต์ชั้น 1หรือหาข้อมูลว่าต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดีแล้ว ก็ดูทุนประกันด้วยดีกว่า ถ้าเราได้ทุนประกันสูงก็ช่วยเราได้ไปเปราะหนึ่ง ในกรณีที่รถเราเสียหายมากกว่า 70% นะคะ

2
เมื่อต้องการทำประกันภัยรถยนต์ เราก็ควรศึกษาความแตกต่างของประกันรถยนต์แต่ละชั้นจากตารางเปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์ จากนั้นจึงเปรียบเทียบดูกับการใช้รถของเราว่าควรเลือกประกันชั้นไหนมากที่่สุด
เริ่มแรกเลยเราควรสำรวจพฤติกรรมการขับขี่ของตัวเอง ถ้าคุณเป็นคนที่ขับรถระวังมาก ไม่มีเฉี่ยว ไม่ให้มีรอยขีดข่วนใดๆทั้งสิ้น ก็อาจเหมาะกับประกันชั้น 2 หรือ 3 มากกว่า แต่ถ้าคุณเป็นมือใหม่หัดขับที่นังเอาแน่เอานอนไม่ได้ การทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ก็จะช่วยคุ้มครองแบบครอบคลุมทุกด้านมากกว่า
ขั้นต่อมาคือดูว่าปกติเราจอดรถไว้ที่ใด ถ้าสภาพแวดล้อมมีความเสี่ยงมาก ทั้งจากภัยธรรมชาติหรือว่าเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม การทำประกันชั้น 1หรือชั้น 2+ ก็จะทำให้อุ่นใจได้ยิ่งขึ้น
สุดท้ายนี้คือการสำรวจสภาพและอายุการใช้งานของรถ ยิ่งถ้าเป็นรถที่อายุการใช้งานไม่มากยิ่งควรมีประกันชั้น 1 เอาไว้เพื่อคุ้มครองในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมรถในกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือชดเชยในกรณีถูกโจรกรรม เนื่องจากรถใหม่ๆจะมีความเสี่ยงมากกว่านั่นเอง
เมื่อจะเลือกบริษัทประกันรถ อย่างแรกเลยที่ไม่นึกถึงไม่ได้ก็คือความมั่นคงของบริษัทประกันรถยนต์ ถ้าได้บริษัทที่ความมั่นคงน้อยขึ้นมา อาจแจ็กพอตไม่ได้เงินชดเชยเลยก็ได้เพราะเงินทุนหมุนเวียนของแต่ละบริษัทมีไม่เท่ากัน เมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง บริษัทที่มีความมั่นคงสูงจะมีเงินชดเชยให้ผู้เอาประกันภัยอยู่แล้ว แต่บริษัทที่ความมั่นคงน้อยอาจจะไม่สามารถหมุนเงินได้ทัน ผู้เอาประกันภัยอาจจะได้เงินชดเชยล่าช้าหรืออาจจะไม่ได้เลย
อันดับต้องมาที่ต้องคำนึงถึงคือความคุ้มครอง การอ่านรายละเอียดการคุ้มครองและข้อยกเว้นของประกันรถยนต์แต่ละประเภทก็เป็นสิ่งที่จะละเลยไม่ได้ เพื่อที่เราได้รับรู้ความเสี่ยงที่บริษัทประกันนั้นพร้อมรับผิดชอบและอยู่นอกเหนือการรับผิดชอบของบริษัทประกันภัยรถยนต์
 
สิ่งสุดท้ายที่ไม่ควรละเลยก็คือค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ค่าเบี้ยประกันควรมีราคาที่เหมาะสม ใกล้เคียงกันกับประกันรถของเจ้าอื่นๆที่ให้ความคุ้มครองเหมือนๆกัน แต่ถึงแม้จะให้ราคาที่ถูกกว่าเจ้าอื่นๆแต่ถ้ามีข้อยกเว้นความคุ้มครองมากมายหลายข้อก็คงไม่คุ้มที่จะทำประกันด้วย ดังนั้นอย่าลืมเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ก่อนตัดสินใจด้วย

3
ด้วยค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่ถูกกว่าและความคุ้มครองที่ไม่ได้น้อยกว่าประกันชั้น 1 มากนัก ประกันรถชั้น 2+จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียวสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะทำประกันรถยนต์ หรือสงสัยว่าต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดีโดยประกันรถยนต์ชั้น 2+ นั้นจะคุ้มครองด้านไฟไหม้ รถสูญหายหรือถูกโจรกรรม แต่จะไม่คุ้มครองด้านการชน จะคุ้มครองเฉพาะกรณีชนกับรถด้วยกันและระบุคู่กรณีได้เท่านั้น ดังนั้นประกันรถชั้น 2+ จึงเหมาะกับผู้ใช้รถยนต์ที่มีความชำนาญพอสมควร และต้องการความคุ้มครองจากความเสี่ยงอย่างการถูกโจรกรรมแลไฟไหม้ เนื่องจากอาจจะจอดรถในพื้นที่เสี่ยงเป็นประจำ

สำหรับการใช้รถยนต์บางคันแล้ว การทำประกัน 2+ ก็เพียงพอแล้ว หรือยิ่งถ้าผู้ที่ทำประกันรถยนต์ชั้น 2  มาก่อนก็จะยิ่งเห็นว่าประกันชั้น 2+ นั้นคุ้มค่ากว่ามาก แต่ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะเลือกทำประกันชั้นใด ก็ควรศึกษาและทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและข้อยกเว้นต่างๆก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อประกันภัยทุกครั้ง เพื่อให้ได้ประโยชน์ตามกรมธรรม์มากที่สุดนั่นเอง
     
ก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันภัยรถยนต์ เราควรที่จะรู้จักความแตกต่างของประกันแต่ละชั้นเสียก่อนเพื่อให้ตัดสินใจได้เหมาะกับความต้องการของเรามากที่สุด โดยวิธีง่ายๆก็คือเปรียบเทียบจากตารางเปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์ ซึ่งอย่างที่กล่าวไปว่าประกันชั้นสองนี้เหมาะกับผู้ที่ขับรถคล่องมากกว่ามือใหม่หัดขับ ดังนั้นสำหรับผู้ที่จอดรถที่เสี่ยงแต่ว่าขับรถคล่องแล้วอาจจะลองหันมามองประกันชั้น 2+ ดูเพื่อให้เหมาะกับการใช้รถ อีกทั้งยังเป็นการลดค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ลงได้อีกด้วย

4
หลายๆคนอาจมีความสงสัยว่าจำเป็นจริงๆหรือที่เราต้องทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ทำแค่ประกัน 2+หรือประกันชั้น 3 ได้หรือไม่ วิธีการตัดสินใจง่ายๆเลยก็คือดูจากการใช้รถของเราค่ะ ปีนึงมีอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆเป็นประจำหรือเปล่า และใช้รถคันนี้บ่อยแค่ไหน โดยการดูตารางเปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์ก็จะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นค่ะว่าแต่ละชั้นคุ้มครองไม่เหมือนกันอย่างไร ซึ่งสำหรับรถหลายๆคันแล้ว ประกันชั้น 1 อาจไม่จำเป็นเลยก็ได้ค่า


อีกข้อดีของประกันชั้น 1นั้นมีข้อดีที่สามารถเคลมได้แม้ไม่มีคู่กรณี ซึ่งทำให้คุ้มกับค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่จ่ายไปเลยทีเดียวถ้าเพื่อนๆทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เมื่อเกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณีจะสามารถเคลมได้ ซึ่งวิธีการเคลมก็อาจจะยากกว่าการมีคู่กรณีเนื่องจากไม่สามารถให้คู่กรณีมาเรียกประกันออกใบเคลมได้ ดังนั้นเมื่อถามว่าเลือกประกันรถยนต์บริษัทไหนดีก็ควรเลือกบริษัทที่ให้เคลมได้ง่ายกว่านั่นเอง

แม้ว่าประกัน รถยนต์ ชั้น1 จะคุ้มครองแทบจะครบทุกด้าน แต่จริงๆแล้วก็มีกรณีที่เคลมประกันไม่ได้ ประกันไม่คุ้มครองเช่นกัน ฉะนั้นนอกจากสนใจว่าประกันรถยนต์บริษัทไหนดีแล้วก็ต้องใส่ใจศึกษารายละเอียดข้อยกเว้นของประกันให้ดีด้วย กรณีที่ประกันชั้น 1 ไม่คุ้มครองก็เช่น การเมาแล้วขับ ซึ่งถ้าเกิดคุณดื่มแอลกอฮอล์มาเกินขนาดแล้วเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะแบบใดก็ตาม ก็อาจไม่ได้ค่าชดเชยใดๆจากบริษัทประกัน
หรือถ้าคุณชำระค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไม่ครบถ้วนตามกำหนด ก็มีสิทธิที่คุณจะไม่ได้รับเงินชดเชยหรือได้ไม่ได้เต็มจำนวนเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา

5
จะรู้ได้อย่างไรว่าประกันภัยรถยนต์ที่ใช้อยู่นั้นควรเปลี่ยนหรือไม่?? เนื่องจากสมัยนี้มีบริษัทประกันรถยนต์เกิดขึ้นมากมาย แน่นอนว่าหลายๆคนจึงอาจจะไม่แน่ใจว่าควรทำประกันรถยนต์ที่ไหนดี ซึ่งนอกจากการตัดสินใจจากเบี้ยประกันภัยรถยนต์แล้ว หากมีสัญญาณต่อไปนี้ก็แสดงว่าเราควรเปลี่ยนบริษัทประกันได้แล้วล่ะ

   1.บริการ สัญญาณแรกก็คือการบริการที่ล่าช้า กว่าจะติดต่อได้แต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาถ้าต้องรอนานขนาดนี้ก็คงเสียเวลาเป็นอย่างมาก บริษัทประกันที่ดีควรพร้อมให้บริการอย่างทันท่วงที เมื่อเกิดเหตุก็สามารถมาถึงที่ได้อย่างรวดเร็ว

   2.ค่าเบี้ย ประกันรถยนต์ สัญญาณต่อมาก็คือค่าเบี้ยสูงกว่าความคุ้มครองที่ควรได้รับ เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทประกันอื่นๆแล้วได้ความคุ้มครองที่น้อยกว่าทั้งๆที่เบี้ยเท่ากันซะงั้น ยิ่งถ้ารวมกับการบริการที่ไม่ดีหรือล่าช้าก็ควรเปลี่ยนบริษัทประกันเสียดีกว่า

3.ความน่าเชื่อถือ อีกเหตุผลที่ควรเปลี่ยนบริษัทประกันก็คือความน่าเชื่อถือของบริษัทประกัน ถ้าบริษัทประกันที่คุณใช้บริการอยู่ถูกพูดถึงในทางลบมากกว่าบวก หรือแทบไม่มีใครพูดถึงเลยก็เป็นการเสี่ยงที่เมื่อเกิดเหตุที่ต้องการเคลมขึ้นมาจริงๆจะไม่ได้รับการบริการตามที่คาดหวัง

ถ้าหากเช็คดูแล้วมีครบทุกสัญญาณที่กล่าวไว้ข้างต้นล่ะก็ ถึงเวลา เปรียบเทียบ ราคา ประกัน รถยนต์และหาบริษัทประกันเจ้าใหม่ได้แล้ว อย่ารอให้ถึงเวลาเกิดเหตุและเปลี่ยนมาใช้บริการบริษัทประกันที่น่าเชื่อถือและให้บริการดีกันดีกว่า


6
เมื่อใกล้เวลาที่ต้องต่อประกันรถยนต์ หลายๆคนอาจรู้สึกสงสัยว่าควรต่อประกันรถกับบริษัทเดิมหรือไม่ แล้วถ้าเปลี่ยนบริษัทแล้วควรต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดีล่ะ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีข้อแนะนำเล็กๆน้อยๆมาฝากผู้ที่กำลังรู้สึกลังเลอยู่เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
เริ่มแรกเลยก็ต้องศึกษาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของทั้งบริษัทเดิมและบริษัทอื่นๆที่เราสนใจว่าต่างกันตรงไหนบ้าง ถ้าค่าเบี้ยแพงกว่าแล้วได้อะไรกลับมาเพิ่มขึ้นหรือไม่ เช่น ความคุ้มครอง บริการ  วิธีง่ายๆในการเปรียบเทียบราคาก็คือไปที่เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาประกันภัยรถยนต์ต่างๆซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก
อีกหนึ่งประเด็นที่ควรคิดถึงก็คือการใช้รถของเราเป็นอย่างไร โดยลองดูตารางเปรียบเทียบประกันภัยควบคู่ไป ถ้าเราขับรถไม่แข็งก็ควรจะต่อประกันชั้น 1 และเลือกบริษัทประกันรถที่มีอู่ซ่อมเยอะๆ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องจ่ายแพงกว่าก็ตาม แต่ถ้าคุณไม่ค่อยได้ใช้รถคันนี้ และบริษัทประกันที่ใช่อยู่ก็มีค่าเบี้ยไม่แพงและให้ความคุ้มครองเหมาะสมก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบริษัทประกัน
เพื่อให้ง่ายต่อการเคลมเราควรเลือกทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งจะเป็นประกันสำหรับผู้ที่ต้องการการคุ้มครองแบบครบครัน เนื่องจากเป็นประกันภัยที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุอย่าง รถชน ไฟไหม้ รถสูญหาย ถูกโจรกรรม อีกทั้งยังคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดอีกด้วย จึงเหมาะมากที่สุดกับผู้ขับขี่รถยนตมือใหม่ ที่อาจยังขับไม่คล่องมากนัก หรือเหมาะกับรถยนต์คันใหม่ป้ายแดง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองหากเกิดการชนหรืออุบัติเหตุใดๆ อย่าลืมเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ก่อนตัดสินใจทำประกันด้วยทุกครั้งเพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มที่สุด
นอกจากนี้ก็ควรดูสัญญาณอื่นๆประกอบ หากมีสัญญาณต่อไปนี้ ได้แก่การบริการที่ล่าช้า กว่าจะติดต่อได้แต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาถ้าต้องรอนานขนาดนี้ก็คงเสียเวลาเป็นอย่างมาก บริษัทประกันที่ดีควรพร้อมให้บริการอย่างทันท่วงที เมื่อเกิดเหตุก็สามารถมาถึงที่ได้อย่างรวดเร็ว สัญญาณต่อมาก็คือค่าเบี้ยสูงกว่าความคุ้มครองที่ควรได้รับ เมื่อเปรียบเทียบประกันรถยนต์ ชั้น 1 กับเจ้าอื่นๆแล้วได้ความคุ้มครองที่น้อยกว่าทั้งๆที่เบี้ยเท่ากันซะงั้น ยิ่งถ้ารวมกับการบริการที่ไม่ดีหรือล่าช้าก็ควรเปลี่ยนบริษัทประกันเสียดีกว่า

7
เมื่อใกล้เวลาที่ต้องต่อประกันรถยนต์ หลายๆคนอาจรู้สึกสงสัยว่าควรต่อประกันรถกับบริษัทเดิมหรือไม่ แล้วถ้าเปลี่ยนบริษัทแล้วควรต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดีล่ะ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีข้อแนะนำเล็กๆน้อยๆมาฝากผู้ที่กำลังรู้สึกลังเลอยู่เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
เริ่มแรกเลยก็ต้องศึกษาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของทั้งบริษัทเดิมและบริษัทอื่นๆที่เราสนใจว่าต่างกันตรงไหนบ้าง ถ้าค่าเบี้ยแพงกว่าแล้วได้อะไรกลับมาเพิ่มขึ้นหรือไม่ เช่น ความคุ้มครอง บริการ  วิธีง่ายๆในการเปรียบเทียบราคาก็คือไปที่เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาประกันภัยรถยนต์ต่างๆซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก
อีกหนึ่งประเด็นที่ควรคิดถึงก็คือการใช้รถของเราเป็นอย่างไร โดยลองดูตารางเปรียบเทียบประกันภัยควบคู่ไป ถ้าเราขับรถไม่แข็งก็ควรจะต่อประกันชั้น 1 และเลือกบริษัทประกันรถที่มีอู่ซ่อมเยอะๆ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องจ่ายแพงกว่าก็ตาม แต่ถ้าคุณไม่ค่อยได้ใช้รถคันนี้ และบริษัทประกันที่ใช่อยู่ก็มีค่าเบี้ยไม่แพงและให้ความคุ้มครองเหมาะสมก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบริษัทประกัน
เพื่อให้ง่ายต่อการเคลมเราควรเลือกทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งจะเป็นประกันสำหรับผู้ที่ต้องการการคุ้มครองแบบครบครัน เนื่องจากเป็นประกันภัยที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุอย่าง รถชน ไฟไหม้ รถสูญหาย ถูกโจรกรรม อีกทั้งยังคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดอีกด้วย จึงเหมาะมากที่สุดกับผู้ขับขี่รถยนตมือใหม่ ที่อาจยังขับไม่คล่องมากนัก หรือเหมาะกับรถยนต์คันใหม่ป้ายแดง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองหากเกิดการชนหรืออุบัติเหตุใดๆ อย่าลืมเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ก่อนตัดสินใจทำประกันด้วยทุกครั้งเพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มที่สุด
นอกจากนี้ก็ควรดูสัญญาณอื่นๆประกอบ หากมีสัญญาณต่อไปนี้ ได้แก่การบริการที่ล่าช้า กว่าจะติดต่อได้แต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาถ้าต้องรอนานขนาดนี้ก็คงเสียเวลาเป็นอย่างมาก บริษัทประกันที่ดีควรพร้อมให้บริการอย่างทันท่วงที เมื่อเกิดเหตุก็สามารถมาถึงที่ได้อย่างรวดเร็ว สัญญาณต่อมาก็คือค่าเบี้ยสูงกว่าความคุ้มครองที่ควรได้รับ เมื่อเปรียบเทียบประกันรถยนต์ ชั้น 1 กับเจ้าอื่นๆแล้วได้ความคุ้มครองที่น้อยกว่าทั้งๆที่เบี้ยเท่ากันซะงั้น ยิ่งถ้ารวมกับการบริการที่ไม่ดีหรือล่าช้าก็ควรเปลี่ยนบริษัทประกันเสียดีกว่า

8
เมื่อใกล้เวลาที่ต้องต่อประกันรถยนต์ หลายๆคนอาจรู้สึกสงสัยว่าควรต่อประกันรถกับบริษัทเดิมหรือไม่ แล้วถ้าเปลี่ยนบริษัทแล้วควรต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดีล่ะ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีข้อแนะนำเล็กๆน้อยๆมาฝากผู้ที่กำลังรู้สึกลังเลอยู่เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ

เริ่มแรกเลยก็ต้องศึกษาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของทั้งบริษัทเดิมและบริษัทอื่นๆที่เราสนใจว่าต่างกันตรงไหนบ้าง ถ้าค่าเบี้ยแพงกว่าแล้วได้อะไรกลับมาเพิ่มขึ้นหรือไม่ เช่น ความคุ้มครอง บริการ  วิธีง่ายๆในการเปรียบเทียบราคาก็คือไปที่เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาประกันภัยรถยนต์ต่างๆซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก

อีกหนึ่งประเด็นที่ควรคิดถึงก็คือการใช้รถของเราเป็นอย่างไร โดยลองดูตารางเปรียบเทียบประกันภัยควบคู่ไป ถ้าเราขับรถไม่แข็งก็ควรจะต่อประกันชั้น 1 และเลือกบริษัทประกันรถที่มีอู่ซ่อมเยอะๆ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องจ่ายแพงกว่าก็ตาม แต่ถ้าคุณไม่ค่อยได้ใช้รถคันนี้ และบริษัทประกันที่ใช่อยู่ก็มีค่าเบี้ยไม่แพงและให้ความคุ้มครองเหมาะสมก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบริษัทประกัน

เพื่อให้ง่ายต่อการเคลมเราควรเลือกทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งจะเป็นประกันสำหรับผู้ที่ต้องการการคุ้มครองแบบครบครัน เนื่องจากเป็นประกันภัยที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุอย่าง รถชน ไฟไหม้ รถสูญหาย ถูกโจรกรรม อีกทั้งยังคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดอีกด้วย จึงเหมาะมากที่สุดกับผู้ขับขี่รถยนตมือใหม่ ที่อาจยังขับไม่คล่องมากนัก หรือเหมาะกับรถยนต์คันใหม่ป้ายแดง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองหากเกิดการชนหรืออุบัติเหตุใดๆ อย่าลืมเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ชั้น 1ก่อนตัดสินใจทำประกันด้วยทุกครั้งเพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มที่สุด

นอกจากนี้ก็ควรดูสัญญาณอื่นๆประกอบ หากมีสัญญาณต่อไปนี้ ได้แก่การบริการที่ล่าช้า กว่าจะติดต่อได้แต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาถ้าต้องรอนานขนาดนี้ก็คงเสียเวลาเป็นอย่างมาก บริษัทประกันที่ดีควรพร้อมให้บริการอย่างทันท่วงที เมื่อเกิดเหตุก็สามารถมาถึงที่ได้อย่างรวดเร็ว สัญญาณต่อมาก็คือค่าเบี้ยสูงกว่าความคุ้มครองที่ควรได้รับ เมื่อเปรียบเทียบราคากับบริษัทประกันอื่นๆแล้วได้ความคุ้มครองที่น้อยกว่าทั้งๆที่เบี้ยเท่ากันซะงั้น ยิ่งถ้ารวมกับการบริการที่ไม่ดีหรือล่าช้าก็ควรเปลี่ยนบริษัทประกันเสียดีกว่า

9
ถึงแม้ว่าบริษัทประกันภัยรถยนต์นั้นๆจะมีการโฆษณาที่น่าสนใจ เบี้ยประกันที่ถูก หรือเป็นบริษัทชื่อดัง แต่ความมั่นคงของบริษัทต่างหากจะเป็นตัวชี้ว่าเราจะได้รับเงินชดเชยที่คุ้มค่าหรือไม่ เมื่อถามว่าจะต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดี คำตอบคือจะดูที่ราคาอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากบริษัทประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทยมีให้เลือกเยอะมากๆ ถ้าเราโชคไม่ดีอาจเลือกได้บริษัทที่ความมั่นคงน้อยก็ได้นะคะ
ซึ่งบางคนอาจสงสัยว่าความมั่นคงน้อยแล้วยังไง บริษัทที่ความมั่นคงน้อย เงินทุนหมุนเวียนจะน้อยตามไปด้วย ทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่จะไม่สามารถหมุนเงินมาจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยได้ทันท่วงที ดังนั้นเราอาจจะได้รับเงินชดเชยช้าหรืออาจจะไม่ได้รับเงินชดเชยเลยก็ได้ค่ะ ดังนั้นความมั่นคงบริษัทประกันภัยรถยนต์สำคัญมากเลยค่ะ แต่หลายๆคนก็กลับมองข้ามข้อนี้ไป อยากได้เพียงเบี้ยประกันภัยรถยนต์ถูกๆ โปรโมชั่นดีๆ โดยที่ไม่ได้คิดถึงกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้
ถ้าหากเลือกบริษัทประกันรถโดยที่สนใจแต่คำว่าถูก คิดว่าก็ทำประกันรถยนต์ชั้น 1ก็สบายใจได้แล้ว แต่จริงๆการเปรียบเทียบประกันรถยนต์ชั้น 1 นอกจากด้านราคาต้องดูด้านความมั่นคงของแต่ละบริษัทด้วย เพราะดันไปคว้าได้บริษัทที่ความมั่นคงน้อยขึ้นมา อาจแจ็กพอตไม่ได้เงินชดเชยเลยก็ได้เพราะเงินทุนหมุนเวียนของแต่ละบริษัทมีไม่เท่ากัน เมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง บริษัทที่มีความมั่นคงสูงต้องมีเงินชดเชยให้ผู้เอาประกันภัยอยู่แล้วใช่ไหมคะ แต่บริษัทที่ความมั่นคงน้อยอาจจะไม่สามารถหมุนเงินได้ทัน ผู้เอาประกันภัยอาจจะได้เงินชดเชยล่าช้า หรืออาจจะไม่ได้เลยค่ะ  เพราะฉะนั้นการเลือกบริษัทประกันรถยนต์ดีๆที่มีความมั่นคงจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแน่นอนรู้แบบนี้แล้วก็เลือกบริษัทที่มั่นคงไว้ก่อนดีกว่าเนอะ

10
เมื่อใกล้เวลาที่ต้องต่อประกันภัยรถยนต์ หลายๆคนอาจรู้สึกสงสัยว่าควรต่อประกันรถกับบริษัทเดิมหรือไม่ แล้วถ้าเปลี่ยนบริษัทแล้วควรต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดีล่ะ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีข้อแนะนำเล็กๆน้อยๆมาฝากผู้ที่กำลังรู้สึกลังเลอยู่เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
เริ่มแรกเลยก็ต้องศึกษาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของทั้งบริษัทเดิมและบริษัทอื่นๆที่เราสนใจว่าต่างกันตรงไหนบ้าง ถ้าค่าเบี้ยแพงกว่าแล้วได้อะไรกลับมาเพิ่มขึ้นหรือไม่ เช่น ความคุ้มครอง บริการ  วิธีง่ายๆในการเปรียบเทียบราคาก็คือไปที่เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ต่างๆซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก
อีกหนึ่งประเด็นที่ควรคิดถึงก็คือการใช้รถของเราเป็นอย่างไร โดยลองดูตารางเปรียบเทียบประกันภัยควบคู่ไป ถ้าเราขับรถไม่แข็งก็ควรจะต่อประกันชั้น 1 และเลือกบริษัทประกันรถที่มีอู่ซ่อมเยอะๆ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องจ่ายแพงกว่าก็ตาม แต่ถ้าคุณไม่ค่อยได้ใช้รถคันนี้ และบริษัทประกันที่ใช่อยู่ก็มีค่าเบี้ยไม่แพงและให้ความคุ้มครองเหมาะสมก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบริษัทประกัน
เพื่อให้ง่ายต่อการเคลมเราควรเลือกทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งจะเป็นประกันสำหรับผู้ที่ต้องการการคุ้มครองแบบครบครัน เนื่องจากเป็นประกันภัยที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุอย่าง รถชน ไฟไหม้ รถสูญหาย ถูกโจรกรรม อีกทั้งยังคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดอีกด้วย จึงเหมาะมากที่สุดกับผู้ขับขี่รถยนตมือใหม่ ที่อาจยังขับไม่คล่องมากนัก หรือเหมาะกับรถยนต์คันใหม่ป้ายแดง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองหากเกิดการชนหรืออุบัติเหตุใดๆ อย่าลืมเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ก่อนตัดสินใจทำประกันด้วยทุกครั้งเพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มที่สุด
สุดท้ายนี้แน่นอนว่าสิ่งที่ช่วยตัดสินใจได้มากก็การให้บริการของบริษัทประกัน ถึงแม้จะค่าเบี้ยดีคุ้มครองมากแต่ถ้าการบริการล่าช้า เคลมยาก ก็น่าคิดว่าถ้าเราเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้รับความช่วยเหลือหรือเงินชดเชยได้ทันท่วงทีหรือไม่


11
เมื่อใกล้เวลาที่ต้องต่อประกันรถยนต์ หลายๆคนอาจรู้สึกสงสัยว่าควรต่อประกันรถกับบริษัทเดิมหรือไม่ แล้วถ้าเปลี่ยนบริษัทแล้วควรต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดีล่ะ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีข้อแนะนำเล็กๆน้อยๆมาฝากผู้ที่กำลังรู้สึกลังเลอยู่เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
เริ่มแรกเลยก็ต้องศึกษาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของทั้งบริษัทเดิมและบริษัทอื่นๆที่เราสนใจว่าต่างกันตรงไหนบ้าง ถ้าค่าเบี้ยแพงกว่าแล้วได้อะไรกลับมาเพิ่มขึ้นหรือไม่ เช่น ความคุ้มครอง บริการ  วิธีง่ายๆในการเปรียบเทียบราคาก็คือไปที่เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาประกันภัยรถยนต์ต่างๆซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก
อีกหนึ่งประเด็นที่ควรคิดถึงก็คือการใช้รถของเราเป็นอย่างไร โดยลองดูตารางเปรียบเทียบประกันภัยควบคู่ไป ถ้าเราขับรถไม่แข็งก็ควรจะต่อประกันชั้น 1 และเลือกบริษัทประกันรถที่มีอู่ซ่อมเยอะๆ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องจ่ายแพงกว่าก็ตาม แต่ถ้าคุณไม่ค่อยได้ใช้รถคันนี้ และบริษัทประกันที่ใช่อยู่ก็มีค่าเบี้ยไม่แพงและให้ความคุ้มครองเหมาะสมก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบริษัทประกัน
เพื่อให้ง่ายต่อการเคลมเราควรเลือกทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งจะเป็นประกันสำหรับผู้ที่ต้องการการคุ้มครองแบบครบครัน เนื่องจากเป็นประกันภัยที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุอย่าง รถชน ไฟไหม้ รถสูญหาย ถูกโจรกรรม อีกทั้งยังคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดอีกด้วย จึงเหมาะมากที่สุดกับผู้ขับขี่รถยนตมือใหม่ ที่อาจยังขับไม่คล่องมากนัก หรือเหมาะกับรถยนต์คันใหม่ป้ายแดง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองหากเกิดการชนหรืออุบัติเหตุใดๆ อย่าลืมเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ก่อนตัดสินใจทำประกันด้วยทุกครั้งเพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มที่สุด
สุดท้ายนี้แน่นอนว่าสิ่งที่ช่วยตัดสินใจได้มากก็การให้บริการของบริษัทประกัน ถึงแม้จะค่าเบี้ยดีคุ้มครองมากแต่ถ้าการบริการล่าช้า เคลมยาก ก็น่าคิดว่าถ้าเราเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้รับความช่วยเหลือหรือเงินชดเชยได้ทันท่วงทีหรือไม่


12
ประกันชั้น 1นั้นมีข้อดีที่สามารถเคลมได้แม้ไม่มีคู่กรณี ซึ่งทำให้คุ้มกับค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่จ่ายไปเลยทีเดียวถ้าเพื่อนๆทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เมื่อเกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณีจะสามารถเคลมได้ ซึ่งวิธีการเคลมก็อาจจะยากกว่าการมีคู่กรณีเนื่องจากไม่สามารถให้คู่กรณีมาเรียกประกันออกใบเคลมได้ โดยการเคลมเมื่อไม่มีคู่กรณีมีขั้นตอนดังนี้
   
1.แจ้งศูนย์รถ ขั้นแรกเลยคือการแจ้งศูนย์รถที่เราซื้อรถมาว่าเราจะเอารถเข้าซ่อม พร้อมทั้งแจ้งว่ารถเรามีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง
   2. ขอเลขเคลม ขั้นต่อมาก็คือการติดต่อขอเลขเคลมเพื่อนำรถเข้าศูนย์ซ่อมจากบริษัทประกันรถยนต์ โดยเราต้องแจ้งวันเวลาที่เกิดเหตุ รวมไปถึงว่ารถเราชนเข้ากับอะไร เช่นถอยชนต้นไม้ ชนฟุตบาท ชนประตูรั้ว เป็นต้น
   3. ส่งรถเข้าศูนย์ เมื่อได้ใบเคลมมาแล้ว นำใบเคลมนั้นไปที่ศูนย์รถที่เราแจ้งไว้เพื่อส่งรถเข้าซ่อม จากนั้นก็รอรับรถได้เลย ซึ่งถ้าคุณไม่สะดวกนำรถไปส่งซ่อมในทันทีก็สามารถเลื่อนออกไปก่อนได้เนื่องจากใบเคลมนั้นมีอายุหนึ่งปี ดังนั้นเมื่อถามว่าประกันรถยนต์บริษัทไหนดีก็คือบริษัทที่มีอู่ซ่อมเยอะๆนั่นเอง
   
เพื่อให้ง่ายต่อการเคลมเราควรเลือกทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งจะเป็นประกันสำหรับผู้ที่ต้องการการคุ้มครองแบบครบครัน เนื่องจากเป็นประกันภัยที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุอย่าง รถชน ไฟไหม้ รถสูญหาย ถูกโจรกรรม อีกทั้งยังคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดอีกด้วย จึงเหมาะมากที่สุดกับผู้ขับขี่รถยนตมือใหม่ ที่อาจยังขับไม่คล่องมากนัก หรือเหมาะกับรถยนต์คันใหม่ป้ายแดง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองหากเกิดการชนหรืออุบัติเหตุใดๆ อย่าลืมเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ก่อนตัดสินใจทำประกันด้วยทุกครั้งเพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มที่สุด

13
หลายๆคนอาจมีความสงสัยว่าจำเป็นจริงๆหรือที่เราต้องทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ทำแค่ประกันชั้น 2 หรือประกันชั้น 3 ได้หรือไม่ วิธีการตัดสินใจง่ายๆเลยก็คือดูจากการใช้รถของเราค่ะ ปีนึงมีอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆเป็นประจำหรือเปล่า และใช้รถคันนี้บ่อยแค่ไหน โดยการดูตารางเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ก็จะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นค่ะว่าแต่ละชั้นคุ้มครองไม่เหมือนกันอย่างไร ซึ่งสำหรับรถหลายๆคันแล้ว ประกันชั้น 1 อาจไม่จำเป็นเลยก็ได้ค่า


อีกข้อดีของประกันชั้น 1นั้นมีข้อดีที่สามารถเคลมได้แม้ไม่มีคู่กรณี ซึ่งทำให้คุ้มกับค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่จ่ายไปเลยทีเดียวถ้าเพื่อนๆทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เมื่อเกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณีจะสามารถเคลมได้ ซึ่งวิธีการเคลมก็อาจจะยากกว่าการมีคู่กรณีเนื่องจากไม่สามารถให้คู่กรณีมาเรียกประกันออกใบเคลมได้ ดังนั้นเมื่อถามว่าเลือกประกันรถยนต์บริษัทไหนดีก็ควรเลือกบริษัทที่ให้เคลมได้ง่ายกว่านั่นเอง

แม้ว่าประกันรถยนต์ชั้น 1 จะคุ้มครองแทบจะครบทุกด้าน แต่จริงๆแล้วก็มีกรณีที่เคลมประกันไม่ได้ ประกันไม่คุ้มครองเช่นกัน ฉะนั้นนอกจากสนใจว่าประกันรถยนต์บริษัทไหนดีแล้วก็ต้องใส่ใจศึกษารายละเอียดข้อยกเว้นของประกันให้ดีด้วย กรณีที่ประกันชั้น 1 ไม่คุ้มครองก็เช่น การเมาแล้วขับ ซึ่งถ้าเกิดคุณดื่มแอลกอฮอล์มาเกินขนาดแล้วเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะแบบใดก็ตาม ก็อาจไม่ได้ค่าชดเชยใดๆจากบริษัทประกัน
หรือถ้าคุณชำระเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไม่ครบถ้วนตามกำหนด ก็มีสิทธิที่คุณจะไม่ได้รับเงินชดเชยหรือได้ไม่ได้เต็มจำนวนเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา

14
เราควรที่จะรู้จักความแตกต่างของประกันแต่ละชั้นเสียก่อนก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันภัยรถยนต์ เพื่อให้ตัดสินใจได้เหมาะกับความต้องการของเรามากที่สุด โดยวิธีง่ายๆก็คือเปรียบเทียบจากตารางเปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์ โดยประกันรถยนต์ชั้น 1 จะเป็นประกันสำหรับผู้ที่ต้องการการคุ้มครองแบบครบครัน เนื่องจากเป็นประกันภัยที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุอย่าง รถชน ไฟไหม้ รถสูญหาย ถูกโจรกรรม อีกทั้งยังคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดอีกด้วย จึงเหมาะมากที่สุดกับผู้ขับขี่รถยนตมือใหม่ ที่อาจยังขับไม่คล่องมากนัก หรือเหมาะกับรถยนต์คันใหม่ป้ายแดง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองหากเกิดการชนหรืออุบัติเหตุใดๆ

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ นั้นจะคุ้มครองด้านไฟไหม้ รถสูญหายหรือถูกโจรกรรม แต่จะไม่คุ้มครองด้านการชน จะคุ้มครองเฉพาะกรณีชนกับรถด้วยกันและระบุคู่กรณีได้เท่านั้น ดังนั้นประกัน 2+ จึงเหมาะกับผู้ใช้รถยนต์ที่มีความชำนาญพอสมควร และต้องการความคุ้มครองจากความเสี่ยงอย่างการถูกโจรกรรมและไฟไหม้ เนื่องจากอาจจะจอดรถในพื้นที่เสี่ยงเป็นประจำ

ประกันชั้น 3+ เหมาะมากกับรถยนต์คันเก่าคู่ใจที่ไม่ได้มีความเสี่ยงหรือโจรกรรม แต่ด้วยความเก่าก็อาจเกิดความเสียหายต่อบุคคลภายนอกได้ ซึ่งตรงนี้ประกันก็ให้ความคุ้มครอง แต่ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะเลือกทำประกันภัยรถยนต์ชั้นใด ก็ควรศึกษาและทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและข้อยกเว้นต่างๆและเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ทุกครั้ง เพื่อให้ได้ประโยชน์ตามกรมธรรม์มากที่สุด


15
       สมัยนี้มีบริษัทประกันรถยนต์เกิดขึ้นมากมาย แน่นอนว่าหลายๆคนจึงอาจจะไม่แน่ใจว่าควรทำประกันรถยนต์บริษัทไหนดี ซึ่งนอกจากการตัดสินใจจากเบี้ยประกันภัยรถยนต์แล้ว หากมีสัญญาณต่อไปนี้ก็เป็นเหตุผลว่าเราควรเปลี่ยนบริษัทประกันได้แล้วล่ะ
   1.บริการล่าช้าไม่ทันใจ สัญญาณแรกก็คือการบริการที่ล่าช้า กว่าจะติดต่อได้แต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาถ้าต้องรอนานขนาดนี้ก็คงเสียเวลาเป็นอย่างมาก บริษัทประกันที่ดีควรพร้อมให้บริการอย่างทันท่วงที เมื่อเกิดเหตุก็สามารถมาถึงที่ได้อย่างรวดเร็ว
   2.ค่าเบี้ยประกันรถยนต์สูงเกินควร สัญญาณต่อมาก็คือค่าเบี้ยสูงกว่าความคุ้มครองที่ควรได้รับ เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทประกันอื่นๆแล้วได้ความคุ้มครองที่น้อยกว่าทั้งๆที่เบี้ยเท่ากันซะงั้น ยิ่งถ้ารวมกับการบริการที่ไม่ดีหรือล่าช้าก็ควรเปลี่ยนบริษัทประกันเสียดีกว่า
       3.ไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ อีกเหตุผลที่ควรเปลี่ยนบริษัทประกันก็คือความน่าเชื่อถือของบริษัทประกัน ถ้าบริษัทประกันที่คุณใช้บริการอยู่ถูกพูดถึงในทางลบมากกว่าบวก หรือแทบไม่มีใครพูดถึงเลยก็เป็นการเสี่ยงที่เมื่อเกิดเหตุที่ต้องการเคลมขึ้นมาจริงๆจะไม่ได้รับการบริการตามที่คาดหวัง
ถ้าบริษัทประกันที่คุณใช้บริการมีครบทุกสัญญาณที่กล่าวไว้ข้างต้นล่ะก็ ถึงเวลาหาบริษัทประกันเจ้าใหม่ได้แล้ว อย่ารอให้ถึงเวลาเกิดเหตุและเปลี่ยนมาใช้บริการบริษัทประกันที่น่าเชื่อถือและให้บริการดีกันดีกว่า

หน้า: [1] 2